27 กุมภาพันธ์ 2562 "อดีต ผอ.ช่อง5" ดิ้นสู้! ขอที่ดินมารังวัดใหม่ ยืนยันไม่ได้บุกรุกป่า

ที่มา: https://www.thairath.co.th/content/1506011

กรณีชุดปฏิบัติการกรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เข้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชน หลังหมู่บ้านพนานิคม หมู่ 10 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จับกุมคนขับรถแบ็กโฮ 2 คันขณะขุดดินบนภูเขา มีชายอ้างเป็นนายทหารนอกราชการยศ พล.อ.เป็นเจ้าของที่ดิน นำสำเนาเอกสารโฉนดที่ดิน 3 ฉบับมาแสดง แต่จุดที่รถแบ็กโฮขุดอยู่นอกโฉนดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ หลังตกเป็นข่าวอื้อฉาว ชาวบ้านหมู่บ้านพนานิคม รวมตัวออกมาแฉอดีตนายทหารยศ พล.อ.คนดังกล่าวฮุบผืนป่าและภูเขาทั้งลูกพื้นที่กว่า 1 พันไร่ แต่มีเอกสารสิทธิถูกต้องได้อย่างไร หนำซ้ำยังสั่งให้ลูกน้องไล่ชาวบ้านห้ามใช้น้ำในสระสาธารณประโยชน์ ขณะที่ ผวจ.เพชรบูรณ์ เรียกชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อน ด้านคดีตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเตรียมออกหมายเรียกอดีตนายทหารยศ พล.อ.ที่อ้างเป็นเจ้าของที่ดินมาสอบปากคำ ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 26 ก.พ. อธิบดีกรมป่าไม้ เผยว่าตำรวจออกหมายเรียกให้อดีต ผอ.สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่อ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินมาให้ปากคำแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่แสดงตัว ล่าสุดทราบว่า พล.อ.อารียะได้ขอให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินมารังวัดที่ดินบริเวณดังกล่าวใหม่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้รุกพื้นที่ป่า ในความเป็นจริงขั้นตอนของพนักงานสอบสวนจะต้องให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ส่วนพิกัดแผนที่ของกรมป่าไม้เข้าไปวัดพิกัดพื้นที่อีกรอบหนึ่งอยู่แล้วเพื่อความยุติธรรมของทุกฝ่าย เพราะกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน คนที่จะตัดสินเรื่องอาณาเขตพื้นที่คือกรมที่ดิน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการรังวัดทำแผนที่พื้นที่ป่ากับพื้นที่เอกชน ทั้งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ และกรมที่ดิน ส่วนใหญ่จะใช้แนวพิกัดแนวเดียวกันทั้งหมดอยู่แล้ว ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก ที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ ดังกล่าวเผยว่า การที่ พล.อ.อารียะจะร้องขอให้กรมที่ดินมารังวัดที่ดินในบริเวณที่มีปัญหาใหม่ ถือเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนของตำรวจที่ทำตามกระบวนการ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้สำนักได้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณที่มีการร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีและกรมสอบสวนคดีพิเศษบริเวณหมู่ 10 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ สภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันสลับกับที่ราบ มีการแผ้วถางและใช้เครื่องจักรหนักปรับภูเขาเป็นขั้นบันได มีการระบุว่ามีผู้มีอิทธิพลเป็นอดีตทหารยศนายพลอ้างว่ามีเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินทำกิน ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวชาวบ้านได้เข้าทำกินมาก่อน กลับถูกผู้มีอิทธิพลแสดงเอกสารสิทธิพร้อมขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ รวมถึงขุดภูเขาเพื่อกลบอ่างเก็บน้ำที่หน่วยงานของรัฐทำให้ชาวบ้านใช้ในฤดูแล้ง ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก กล่าวต่อไปว่า สำนักฯได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้วปรากฏว่าบริเวณพื้นที่ที่ตรวจสอบมีการออกเอกสารสิทธิคาบเกี่ยวในเขตป่าไม้ถาวรตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2509 ป่าหมายเลข 22 และป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาปางก่อและป่าวังชมภู จำนวน 5 แปลง เนื้อที่หลายร้อยไร่ ดังนี้ 1.น.ส.3 เลขที่ 535/21 หมู่ 10 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 30 ไร่ ออกเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2509 2.โฉนดที่ดิน เลขที่ 99434 หน้าสำรวจ 5958 เลขที่ดิน 18 ต.บ้านโคก อ.เมืองเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 55-3-40 ไร่ ออกโดยวิธียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ออกเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2550 โดยอาศัยหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 626 หมู่ 8 ต.บ้านโคก อ.เมืองเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 43-2-00 ไร่ ออกเมื่อเดือน ธ.ค.2513 3.โฉนดที่ดิน เลขที่ 99214 เลขที่ดิน 21 หน้าสำรวจ 6569 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 32-3-30 ไร่ ออกเมื่อวันที่ 24 ก.ย.2550 ออกโดยการเดินสำรวจโดยไม่มีหลักฐาน ตามมาตรา 58 ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน 4.โฉนดที่ดิน เลขที่ 96247 เลขที่ดิน 19 หน้าสำรวจ 5959 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 50-0-30 ไร่ ออกเมื่อวันที่ 31 ม.ค.2550 ออกจาก ส.ค.1 เลขที่ 337 หมู่ 1 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 50 ไร่ ส.ค.1 ออกเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2498 และ 5.น.ส.3ก เลขที่ 1952 เลขที่ดิน 16 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 119-2-59 ไร่ ออกเมื่อวันที่ 5 ต.ค.2537 ออกจาก น.ส.3 เลขที่ 375,376,377 ซึ่ง น.ส.3 เลขที่ 375 อยู่คาบเกี่ยวเขตป่าไม้ เนื้อที่ 52-2-00 ไร่ ออกเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2504 ทั้งนี้ ตนได้ส่งผลการตรวจสอบไปยัง ผวจ.เพชรบูรณ์ และผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ด้านผวจ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึงการประชุมกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนว่า ชาวบ้านมาให้ข้อมูลด้วยวาจา ไม่มีเอกสารหรือหลักฐานมาสนับสนุนคำพูด ต้องให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ดิน นายอำเภอ และชาวบ้าน ร่วมตรวจสอบในพื้นที่โดยเร็วที่สุด คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ ส่วนตำรวจให้รวบรวมหลักฐาน หากพบว่าในการออกเอกสารสิทธิมีความไม่ถูกต้อง ก็ต้องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนต่อไป